อยากทำงานที่ 無印良品
2011/01/23
ตั้งแต่เริ่มเรียนที่ประเทศนี้ตอนเดือนเมษาปีที่ผ่าน คิดๆว่าจะหางานพิเศษทำมาตั้งนาน แต่คิดแล้วคิดอีก ก็ได้แต่คิด ไม่ได้ทำซักที
มีโอกาสว่างๆ เคยโทรศัพท์ไปที่ร้านกาแฟ DOUTOR เพราะอยู่ใกล้หอมาก อารมณ์ว่าไม่ต้องเสียค่ารถไฟเพื่อไปทำงาน
แต่ที่นี่ สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ แล้วskill ภาษาตัวเองตอนนั้นไหวที่ไหน สรุปว่า ก็คุยไม่ค่อยจะรู้เรื่อง เลยล้มเลิกความตั้งใจไป
จะหา จะหาอีก ทีนี้ ก็ติดสอบเข้า BUNKA โรงเรียนแฟชั่นที่ฝันจะเข้า ก็เลยมุ่งแต่อ่านหนังสือ ไม่ทำอะไรอย่างอื่น
พอสอบเสร็จ ผลออกว่า ติด ทีนี้ก็ได้เวลาแล้วสิ…
หมายมาดไว้แล้วว่า จะต้องได้ทำงานที่ MUJI ให้ได้ ขอสาขาอะไรก็ได้ในชินจุกุ ชิบูย่า ฮาราจุกุ เอามันทุกร้านในย่านเนี้ยแหละ
วันอังคาร – ศุกร์ ไปโอซาก้า กลับมาจะหาให้ได้แล้ว! ขอให้ได้ทำงานเถอะ อยากมีเงินจะแย่แล้ว
สาธุๆๆ
MUJI Cafe
2010/07/31

มีโอกาสแวะไปมูจิ สาขาใหญ่(หน่อย)แถวๆชินจุกุ
ในชินจุกุเอง ก็มีมูจิอยู่หลายสาขา (มั่นใจว่ามากกว่า 3) ตั้งแต่ชั้นเดียว ไปจนถึง 4 ชั้น 5 ชั้น
สำหรับคนญี่ปุ่น มูจิ ก็ไม่ใช่แบรนด์หรูหราอะไร นับว่า เข้าถึงได้ ซื้อง่าย ใช้ง่าย ของคุณภาพดี ในราคาประหยัด แถมสวยด้วย
คนไทยเอง ก็บ้ามูจิกันไปพักหนึ่ง (สังเกตจากปริมาณคนใช้ปากกามูจิ เยอะมากก) เพราะมันเท่ และเก๋ และดูดีมีราคา และเวลาซื้อมา ห้ามแกะป้ายออก เดี๋ยวไม่รู้ว่าเป็นของมูจิ ฮ่าๆ
ทั้งๆที่ มูจิ หรือ 無印良品แปลว่า ของดี ไม่มีแบรนด์…
แต่ก็ต้องยอมรับจริงๆว่า ของเค้าสวยจริง อะไรจริง
เราเองก็บ้ามูจิ เหมือนกัน 55
กลับเข้ามาที่ มูจิคาเฟ่ ดีกว่า
ที่ตึกนี้ ข้างนอกจะเห็นว่าเป็นตึกกระจกประมาณ 4ชั้น มองเห็น MUJI แต่ไกล…
ถ้าเดินลงไปชั้นล่าง ก็จะเจอกับแผนกเฟอร์นิเจอร์(ที่สวยมาก) และถัดไปนิดหน่อย ก็จะเป็นโซน มูจิคาเฟ่
เราเองยังไม่มีโอกาส ได้ลองอาหารแบบมูจิ มูจิ แต่เท่าที่เห็นdecorationแล้ว ก็สัญญากับตัวเองว่า ต้องมาลองซักหน่อย เดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึงญี่ปุ่น ไว้ถ้าได้ลองเมื่อไหร่จะมาอัพเดทให้ฟังอีกที
สำหรับอาหารในคาเฟ่ เดาๆเอาจากเมนู ก็เป็นสไตล์ออร์แกนิค บางเมนูก็ดูคล้ายๆส้มตำบ้านเรา (ลืมบอกไปว่า สินค้าที่ขายดีเป็นอันดับต้นๆของมูจิ ก็คือ แกงเขียวหวาน บ้านเราเนี่ยแหละ) แต่รสชาติจะเป็นยังไง สงสัยต้องลองดูก่อน…
花火大会ーฮานาบิไทไก
2010/07/26
เป็นครั้งแรกที่ได้มาดูฮานาบิที่ญี่ปุ่น
ฮานาบิก็คือดอกไม้ไฟ หรือพุบ้านเรา แต่ที่นี่จะจุดกันจริงจังในช่วงหน้าร้อน เรียกว่าเป็นเทศกาล มีตารางออกมาเลยว่า วันนี้จะจุดที่ไหน ตอนกี่โมง
หนุ่มสาวญี่ปุ่น ก็จะไปกันเป็นคู่บ้าง กลุ่มบ้าน ใส่ยูกาตะกันทั้งผู้หญิงทั้งผู้ชาย ทำเอาเราคนไทยอิจฉา อยากใส่บ้าง แต่ถ้าจะซื้อมาใส่ เพื่อไปดูฮานาบิอย่างเดียว ก็คงไม่คุ้ม เลยตัดสินใจไม่ซื้อดีกว่า ถือว่าเป็นคนต่างชาติละกัน ไม่เป็นไร
ดอกไม้ไฟที่นี่ ไม่ธรรมดา ถ้าได้ดูแล้วจะติดใจ มันช่างแตกต่างจากบ้านเรา ที่จุดแบบประหยัด เอาพอกรุ้มกริ่ม แต่ที่นี่ จุดแบบเอาจริงเอาจัง สมกับเป็นญี่ปุ่น มีทั้งแบบเห็นทั่วไป แบบน่ารัก และแบบเห็นแล้วต้องกรี๊ด คนญี่ปุ่นเอง ก็กรี๊ดไม่หยุดเหมือนกัน ยอมรับเลยว่า ดูเองแล้วยังขนลุก…
พูดไปก็ไม่เห็นภาพ งั้นดูภาพประกอบด้วยแล้วกัน
おはよう東京! สวัสดีโตเกียว
2010/04/20
หายหน้าไปนานจนเกือบลืมวิธีโพสต์
ตอนนี้กลายเป็นเด็กโตเกียวไปแล้ว
ตอนนี้ก้อยู่ญี่ปุ่นได้เกือบ 2อาทิตย์ เริ่มตั้งรกรากพอสมควร
ชีวิตในโตเกียว ไม่ได้ง่ายอย่างที่ทุกคนบอกจริงๆ อาศัยการเดินเป็นส่วนใหญ่ เพราะรถไฟแสนแพง (ก็เริ่มที่ 120เยน คูณ 0.36เอาละกัน) คนส่วนใหญ่เลยจะใช้วิธีเดิน เดิน เดิน และก็เดิน…
เราอาศัยอยู่แถว Hatsudai ก็นับว่าใกล้กับโรงเรียนมาก เดินไม่เกิน 20 นาทีก็ถึง หอก็กว้างพออยู่ได้ ไม่กระมิดกระเมี้ยนเกินไป แต่กฎนู่นนี่เยอะ แต่ก็ปลอดภัยดี
ตอนนี้ก็เรียนที่ Bunka Institute of Language ได้ประมาณ 4 วันแล้ว รวมกับอาทิตย์ก่อน ได้เพื่อนทั้งคนเกาหลี คนจีน คนใต้หวัน คนเวียดนาม คนอิตาลี และก็คนไทยด้วย
คนไทยในนี้ก็เยอะอยู่เหมือนกัน ประมาณว่า ไม่ได้เหงาเลย มีเพื่อนคุยตลอด
คนเกาหลีก็ตลก
เพื่อนส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เพราะที่นี่เป็นมหาลัยหญิงล้วนด้วย และก็เป็นโรงเรียนสอนแฟชั่นด้วย ผู้หญิงเลยเยอะ
ต้องตั้งใจมากๆ เพราะอยากเข้า semmon ของที่นี่ได้ไวๆ semmon ก็คือ โรงเรียนสายวิชาชีพนี่แหละ ที่ญี่ปุ่นเค้าดัง เด็กที่นี่ก็เจ็บๆทั้งนั้น อยากเป็นส่วนหนึ่งไวๆ…
ต้องไปละ พรุ่งนี้มีส่งการบ้าน kanji ซึ่งยากมาก มึนสุดๆ ต้องรีบไปทำละ
ไว้มาต่อใหม่เร็วๆนี้…
สอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น (JLPT)
2009/12/06
พรุ่งนี้ตอน 13.30 น. จะเป็นเวลาระทึกใจอีกครั้งนึงในชีวิต!!! อย่างกะสอบเอนท์แหน่ะ กะว่าต้องเอาตัวให้รอดให้ได้ อย่างน้อยก็อยากจะมีซักระดับนึงติดตัวก่อนไปญี่ปุ่นปีหน้าซะหน่อย 55
เห็นพี่ๆที่รู้จักกัน แอบขู่มาว่าคนสอบตั้ง 20,000 คนแหน่ะ! โอวว… ถ้าชั้นสอบไม่ผ่านระดับ 4 คงอายขายขี้นหน้าชาวบ้านอย่างมากมายแน่ๆ…. T_T
งั้นต้องไปอ่านๆ ฟังๆ จำๆ ให้ขึ้นสมองอีกนิดละกัน (จะช่วยอะไรได้มั้ย เพราะพรุ่งนี้สอบแล้วเนี่ย!!)
ไปละ!!
ช่วยให้กำลังใจกันหน่อยน้าาาา
สอนแต่งหน้า (ครั้งแรก และครั้งสุดท้าย?)
2009/10/14
ขอลองทำอะไรแปลกๆดูหน่อย
คือ สอนแต่งหน้า
(เห็นคนอื่นเค้าทำในเว็บแล้วเจ๋งดี เลยลองทำเองบ้าง บ้าไปหน่อย แต่ก็ทำไปแล้ว)
นี่คือผลงานวันนี้!
อุปกรณ์ทั้งหมดอยู่ด้านล่าง เรียงเบอร์ๆ
- all cosmetics
1. Lotion “ARTISTRY” essentials hydrating lotion
2. Concealer “MAGIC B.B” ของ “HANSKIN”
3. Liquid Foundation “KATE” สี Beige-C
4. UV Lotion “Biore” UV Perfect Face Milk สีขาว
5. Eye Treatment Primer “Clear Last” for dark circles eye primer
6. Concealer “ZA New York” สี 02
7. Lip Gloss “Elizabeth Arden” สี Pink Champagne
8. Lipstick “Anna Sui” รุ่น ANNA SUI ROUGE’s สี 774
9. แป้งฝุ่น “SKIN FOOD” รุ่น Buckwheat Loose Powder
10. Blush “LANEIGE” รุ่น Creamy Shimmer Blusher สี 01 water pink
11. Lip Gloss “MAJOLICA MAJORCA” รุ่น Honey Pump Gloss สี PK122
12. Palette เขียนคิ้ว “ETUDE” สี Brown
13. Blush “NARS” สี DEEP THROAT
14. Eye Shadow “smashbox” รุ่น EYE SHADOW TRIO สี TWILIGHT
15. ขนตาปลอมเกาหลีเบอร์ 27
16. ขนตาล่างปลอม “TAKAKO style”
17. Eye Shadow “M.A.C” รุ่น COLOUR FORMS : 5 WARM EYES
18. Eye Shadow “KATE” line spicy สี BR-1
19. Mascara “MAYBELLINE NEW YORK” Long EXTREME Double Stretch
20. ที่ดัดขนตา “shu uemura”
21. Eye liner “L’OREAL” รุ่น Super Liner สี NIOR/BLACK
22. กาวติดขนตา “ARTY”
23. Eyebrow pencil “Prism Dolce” ของญี่ปุ่น สี 04
24. Eye Pencil “Elizabeth Arden” สี Smoky Black
before ค่ะ ใสรึป่าว?
เอาล่ะ! มาเริ่มกันที่ครีมบำรุงผิวกันก่อน ลงครีมบำรุงใต้ตาก่อน
ใช้เบอร์ 5 Eye Treatment Primer ของ “Clear Last” เพราะมันดำปิ้ดปี๋เลย คงเป็นเพราะเป็นภูมิแพ้ เลยดำไม่เคยหาย ก้ต้องเอาครีมบำรุงลงซะ เป็นของญี่ปุ่น ซื้อที่เจ้เล้ง แต่มันไม่ค่อยจะช่วยให้ตาหายดำได้เท่าไหร่ ก็ลงๆไป หวังว่าซักวันจะดีขึ้น 555 (แล้วจะลงทำไม – -”)
ตามด้วยลงครีมบำรุงผิว เบอร์ 1. Lotion “ARTISTRY” essentials hydrating lotion อันนี้ของเค้าดีจริงๆค่ะ การันตีโดยผู้ใช้จริง ใช้หมดไปแล้ว 1 เซ็ต หน้าขาวขึ้นนนน!! ตกใจมากกก ไม่เคยเจอครีมที่ทาแล้วหน้าขาวขึ้นชัดขนาดนี้อะ ก็เลยใช้ทุกวันเลย หน้าจะได้ขาวๆ ใสๆ อ่อ อันนี้มี SPF ด้วยนะ ประมาณ 25 เนื้อจะเหลวๆ ซึมเร็ว และแป้งติดหน้าดีด้วย อยากได้ก็ติดหน้าสาว AMWAY นะจ้ะ หรือฝากเราซื้อก็ได้ แม่เป็นสมาชิกอยู่ ลดด้วยนะ ^^
หลังจากหน้านุ่มแล้ว ก็มาสมานสีผิวหน้าด้วย เบอร์ 3. Liquid Foundation “KATE” สี Beige-C
ลงตรงหน้าผาก ร่องจมูก แก้ม คาง ใต้ตาด้วย แล้วก็ เกลี่ยๆ เบาๆนะ เด๋วหน้าจะบอบช้ำ > < และขอย้ำว่า เน้นช่วงร่องจมูกด้วยนะ เพราะตรงนี้มักจะมีปัญหารูขุมขน และสีไม่สม่ำเสมอ ก้เพราะว่า บีบสิวเสี้ยนเนี่ยแหละ ตัวดี! อะ กลบๆไป เนียนๆ
เสร็จแล้วหนึ่ง
อันนี้ก็สำคัญ เพราะสิวน้อยๆกับสาวสวยๆมักจะอยู่คู่กัน (พูดไปได้ไงเนี่ย) เราก็ต้องมีวิธีซ่อนมันไว้นิดนึง พอให้มันไม่เด่นไปกว่าส่วนอื่นๆของใบหน้า ดังนั้น คอนซีลเลอร์ก็เลยขี่ม้าขาวมาช่วยไว้นั่นเอง
อันนี้เป็นเทคนิคส่วนตัวนะ เพราะอยากให้คอนซีลเลอร์ช่วยกันแดดไม่ให้สิวสีเข้มขึ้น เลยผสมคอนซีลเลอร์กับครีมกันแดด ก็คือ 6. Concealer “ZA New York” สี 02 และ 4. UV Lotion “Biore” UV Perfect Face Milk สีขาว ที่ใช้ ZA เพราะติดใจมานานแล้ว เพื่อนบอกว่าดี เลยซื้อใช้ ซึ่งก็ดีจริงๆ ไม่เป็นคราบ และปิดเนียนดี ส่วน Biore ก็เบาๆดี ผสมกัน 1:1 ใช้นิ้วเกลี่ยๆให้เนียนๆ แล้วก้ซ่อนสิวน้อยเอาไว้
สิวหายละ แต่ใต้ตายังดำและแดงอยู่ ก็ต้องซ่อนไว้เช่นกัน
ใช้เหมือนกันกับข้างบนเลยย ค่อยๆเกลี่ย ขอเบาสุดๆเลยนะ เพราะใต้ตาช้ำง่ายมาก ถ้าคนเป็นภูมิแพ้จะรู้ดีที่สุดว่ามันจะบวม และแดงตลอดเว… ซึ่งเป็นผลมาจากการขยี้เนี่ยแหละ ร้ายสุด แต่ก้อดไม่ได้ มันเผลอ เห้ออ…. อะๆ เกลี่ยๆไปอีก ให้งามๆ
ต่อมา นี่ก้อีกปัญหาของสาวหมวย สวยแต่ไม่มีดั้ง 555 โดนหลายคนแน่เลยอะ โดยเฉพาะตัวเองเนี่ย
เพราะฉะนั้น เราจะปั้นมันขึ้นมาด้วย concealer ของ HANSKIN เบอร์ 2. Concealer “MAGIC B.B” ของ “HANSKIN” ที่เลือกอันนี้มาปั้นดั้ง เพราะสีอ่อนกว่าผิวจริง เวลาเกลี่ยบนจมูกจะเห็นเป็นสันขึ้นมา และมีบำรุงด้วย แต่แอบแพง คนขายบอก อันนี้หนูแหวนใช้ (แล้วก็เชื่อด้วยนะ) ก็เลยซื้อมา 555
เวลาเกลี่ย พยายามให้ตรงที่สุดนะ เพราะไม่งั้น ดั้งเบี้ยว รับไม่ได้จริงๆ – -”
และสำหรับบางคนที่ไม่มี๊ ไม่มีดั้งเลย หรือจะพูดได้ว่ากินข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก (ไม่ได้ว่านะ เค้าล้อเล่น) 55 ก็ใช้ 12. Palette เขียนคิ้ว “ETUDE” สี Brown หรือเลือกสีที่เข้ากับโทนสีของหน้าก็ได้ แต่เอาเข้มหน่อย มาลงเป็น shading ข้างจมูกน้อยๆของเรา ให้ดูมีเงาขึ้นมา ก็พอจะหลอกได้ว่าเราก็มีดั้งกับเค้าเหมือนกัน แต่ยังไงก็ไม่แนะนำให้ทำในชีวิตประจำวันหรอกนะ เพราะมันจะดูเหมือนเล่นละครเวทีมากเลยอะ กัวเพื่อนๆจะล้อ แต่ถ้าอยากถ่ายรูปสวย อันนี้ก็ช่วยได้นา..

จมูกเรียบร้อย ต่อมาเป็นแก้มใสๆ อยากให้แก้มดูปิ๊งๆ แบบเด็กๆ ต้องอันนี้เลย 10. Blush “LANEIGE” รุ่น Creamy Shimmer Blusher สี 01 water pink
ใช้นิ้วเกลี่ยเบาๆที่แก้มของเรา ชอบแก้มแบบลูกแอปเปิ้ล เพราะดูเด็กๆดี แต่ถ้าอยากให้หน้าตอบหน่อย ก็ลงตรงสันแก้มจะเริ่ด! ของเราเอางี้ละกัน เป็นตัวเองกว่า
เย่! รองพื้นเรียบร้อยแล้ว ลงแป้งได้เลย ติดใจ SKIN FOOD มาก ทั้งเบา ทั้งหอม และเนียนด้วย ใช้ 9. แป้งฝุ่น “SKIN FOOD” รุ่น Buckwheat Loose Powder ลงทั่วๆเลย
ต่อมา เริ่มมีสีสันขึ้นมาละ หยิบ KATE เจ้าเก่ามาใช้ อันนี้ซื้อ4ปีได้แล้วมั้ง แต่ยังใช้ได้อยู่ และก้มีประกายสวยดี ใช้18. Eye Shadow “KATE” line spicy สี BR-1 นะ
มีเบอร์บอกสีที่จะใช้ให้ด้วย จะได้รู้ว่าสีไหน เป็นสีไหนไง ^^
หลังจากนั้น ลงสีให้เป็นเบสของทั้งตาโดยใช้สีเบอร์ 2 เพื่อคุมโทน และ เน้นบริเวณเป้าตาตามรูปนะ
อย่าลืมลงใต้ตาล่างด้วย ลงแค่ครึ่งตาหลัง เน้นให้ตาโตขึ้น และหวานขึ้น
ต่อมาใช้สีเบอร์ 3 ที่เป็นสีเข้มที่สุดเน้นเบ้าตาให้ตา และเน้นหางตาล่างให้เด่นขึ้น
จากนั้น ใช้ดินสอเขียนตาสีดำ อันนี้เป็น Elizabeth Arden ที่ได้มาจากแม่ มาเน้นทั้งขอบตาทั้งบน และล่างเหมือนในรูปเลย
เรียบร้อยก็ liner ของให้ตวัดขึ้นเล็กน้อย ให้หางตายก
ติดขนตาปลอมบน และล่าง
ไฮไลท์หัวตาให้หวานๆ โตๆ ^^
เขียนคิ้วซะ แต่ใช้สีอ่อนๆ ให้หน้าไม่ดูหนักเกินไป ใช้แปรงปัดขนคิ้วด้วย ให้กลืนกับคิ้วจริง
ปัดแก้มเป็นรูปสามเหลี่ยม เน้นโหนกแก้มให้ดูเปล่งปลั่ง
ไฮไลท์จมูกด้วยอายชาโดว์สีขาว ให้จมูกดูมีสันขึ้นบ้างจิ้ดนึง
แล้วก็ลง ลิปของ Anna Sui และ ตามด้วย กลอสของ Majorlica ให้ปากอิ่ม ดูน่ารัก
ทีนี้ก็เสร็จเรียบร้อย!! เปลี่ยนเปนคนละคนเลยย ^^ นี่แหละมหัศจรรย์ของ makeup!!!
ขอบคุณที่อ่านกันมาจนจบนะคะ
มีอะไรอยากเพิ่มเติม หรือแลกเปลี่ยนก็ฝากคอมเม้นไว้ได้เลยนะคะ^^
แล้วจะมาอัพเรื่องใหม่ๆ สนุกๆอีกน้าา
sweet ring
2009/09/17


แอบชอบidea ของแบรนด์เครื่องประดับอันนึงของญี่ปุ่น ชื่อว่า Q-Pot เลยลองก๊อปมาทำเองบ้าง
อุปกรณ์หาได้ง่ายๆตามร้านขายเครื่องมือช่าง และก็พาหุรัด
อย่างแรกคือ ซิลิโคนอุดรูกระเบื้อง ใช้ทำวิปครีม
อย่างที่สองคือ แหวนพร้อมฐาน หาได้ตามสำเพ็งในราคาที่ถูกมาก
และอย่างที่สาม คือ สติ๊กเกอร์ติดมือถือ เลือกเอาตามชอบ อันนี้เลือกเพชร กับมุกมา
จากนั้นก็หาซื้อหัวบีมครีมตามร้านขายอุปกรณ์ทำขนม และจัดการบีมซิลิโคนตามใจชอ
บ รอให้แห้ง แล้วก็มาติดกับตัวแหวน ติดสติ๊กเกอร์ลงไป
เสร็จละ ง่าย…




















































